ทำไมคนไทยถึงมีประกันชีวิตไม่เพียงพอ? ช่องว่างความคุ้มครองที่ต้องปิดให้เร็ว

ทำไมคนไทยถึงมีประกันชีวิตไม่เพียงพอ?
หลายคนมีประกันชีวิต แต่ไม่เคยรู้ว่าจำนวนเงินเอาประกันที่มีนั้นเพียงพอจริงหรือไม่ ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ระบุว่าคนไทยมีวงเงินคุ้มครองเฉลี่ยเพียง 4-5 เท่าของรายได้ต่อปี ขณะที่นักวางแผนการเงินส่วนใหญ่แนะนำว่าควรมีความคุ้มครองอย่างน้อย 10-15 เท่า
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า "ช่องว่างความคุ้มครอง" (Protection Gap) ซึ่งหมายถึงส่วนต่างระหว่างจำนวนเงินที่ต้องการเพื่อปกป้องครอบครัวกับจำนวนเงินที่มีอยู่จริง
คำนวณช่องว่างความคุ้มครองของคุณ
การประเมินความต้องการความคุ้มครองเริ่มจากการพิจารณา 4 ปัจจัยหลัก:
1. ภาระหนี้สิน — รวมสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ และหนี้สินอื่นๆ ทั้งหมดที่ต้องชำระ
2. ค่าใช้จ่ายครอบครัว — คำนวณจากค่าใช้จ่ายต่อเดือนคูณด้วยจำนวนปีที่ต้องการดูแลครอบครัว โดยทั่วไปแนะนำ 10-20 ปี
3. ค่าเล่าเรียนบุตร — หากมีบุตร ควรวางแผนค่าเล่าเรียนจนถึงระดับมหาวิทยาลัย
4. เงินสำรองฉุกเฉิน — แนะนำอย่างน้อย 6-12 เดือนของรายจ่าย
นำทั้ง 4 ปัจจัยมารวมกัน จากนั้นลบด้วยเงินออมและทรัพย์สินที่มี ผลลัพธ์ที่ได้คือช่องว่างความคุ้มครองที่ควรปิดด้วยประกันชีวิต
กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด
กลุ่มที่ 1 คือ มนุษย์เงินเดือนที่เพิ่งเริ่มทำงาน โดยเฉพาะอายุ 25-35 ปี มักมีทรัพย์สินน้อยแต่มีภาระเริ่มต้น เช่น ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน หรือวางแผนแต่งงาน หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน ครอบครัวจะแบกภาระทั้งหมด
กลุ่มที่ 2 คือ พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่เป็นผู้หารายได้เพียงคนเดียวในครอบครัว หากสูญเสียความสามารถในการทำงาน จะส่งผลกระทบต่อลูกโดยตรง
กลุ่มที่ 3 คือ ผู้มีภาระดูแลผู้สูงอายุ ปัจจุบันจำนวนลูกหลานรุ่นใหม่ที่ต้องดูแลพ่อแม่สองคนขึ้นไปเพิ่มมากขึ้น หากผู้หารายได้หลักเกิดเหตุ ภาระทั้งหมดจะตกอยู่กับคนเดียว
วิธีปิดช่องว่างความคุ้มครองอย่างเป็นขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 1 คือการตรวจสอบประกันที่มีอยู่ เริ่มจากดูกรมธรรม์เดิมทั้งหมด ทั้งประกันชีวิตแบบตลอดชีพและแบบสะสมทรัพย์ รวมถึงสัญญาเพิ่มเติมต่างๆ ว่ามีผลประโยชน์อะไรบ้าง
ขั้นตอนที่ 2 คือการเลือกซื้อประกันแบบชั่วระยะเวลา หรือ Term Life Insurance ซึ่งมีความคุ้มครองสูงในราคาประหยัด เหมาะสำหรับการปิดช่องว่างความคุ้มครองในระยะสั้น โดยควรเลือกระยะเวลาคุ้มครองเท่ากับระยะเวลาที่ยังมีภาระหนี้สินหรือลูกยังไม่เติบโต
ขั้นตอนที่ 3 คือการทำความสำคัญกับสัญญาเพิ่มเติม เช่น ประกันสุขภาพวิการร้ายแรง ประกันคุ้มครองอุบัติเหตุ และประกันค่ารักษาพยาบาล เพราะการเจ็บป่วยเป็นความเสี่ยงที่พบบ่อยกว่าการเสียชีวิต แต่คนมักมองข้าม
ตัวอย่างการคำนวณช่องว่างความคุ้มครอง
สมมตินาย ก. อายุ 35 ปี มีรายได้ 50,000 บาทต่อเดือน ภาระหนี้สิน 2 ล้านบาท มีลูก 1 คนอายุ 5 ปี ค่าใช้จ่ายครอบครัว 30,000 บาทต่อเดือน วางแผนดูแลลูกจนเรียนจบปริญญาตรีอีก 13 ปี
ภาระหนี้สิน 2,000,000 บาท บวกค่าใช้จ่ายครอบครัว 30,000 × 12 × 13 = 4,680,000 บาท บวกค่าเล่าเรียนลูกประมาณ 1,500,000 บาท รวมความต้องการทั้งหมดประมาณ 8,180,000 บาท หักเงินออม 500,000 บาท จะได้ช่องว่างความคุ้มครองประมาณ 7,680,000 บาท ซึ่งต้องปิดด้วยประกันชีวิตและประกันสุขภาพ
สรุป
ช่องว่างความคุ้มครองเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในครอบครัวไทย แต่สามารถปิดได้ด้วยการวางแผนที่เป็นระบบ เริ่มจากการตรวจสอบความต้องการที่แท้จริง เลือกซื้อประกันให้เหมาะกับงบประมาณ และทบทวนความคุ้มครองทุก 2-3 ปี หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญในชีวิต
หากต้องการเรียนรู้เรื่องการวางแผนการเงินเพิ่มเติม ลองอ่านบทความเกี่ยวกับ การสร้างเงินออมฉุกเฉิน และ กองทุนรวมสำหรับมือใหม่ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญก่อนตัดสินใจซื้อประกัน
คำค้นที่เกี่ยวข้อง
ประกันชีวิต, ช่องว่างความคุ้มครอง, วางแผนการเงิน, ประกันชั่วระยะเวลา, เงินออม, การลงทุน, ครอบครัว, ภาระหนี้สิน, ประกันสุขภาพ, มนุษย์เงินเดือน
เริ่มพอร์ตการลงทุนของคุณ
คว้าทุกโอกาสในตลาดการเงิน เปิดบัญชี ซื้อขายหุ้น และกองทุนรวม พร้อมรับสิทธิประโยชน์สูงสุดผ่านแพลตฟอร์มพันธมิตรของเรา