วิธีเก็บเงินฉบับมนุษย์เงินเดือน 2569 ที่ทำได้จริง

ทำไมมนุษย์เงินเดือนถึงเก็บเงินได้ยาก
ปัญหาหลักของมนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่คือ "รายได้คงที่ แต่ค่าใช้จ่ายไม่คงที่" เงินเดือนที่ได้รับทุกเดือนดูเหมือนเพียงพอ แต่พอสิ้นเดือนกลับหมดมือโดยไม่รู้ตัว สาเหตุหลักมักเกิดจากการใช้จ่ายแบบไม่มีแผน ไม่ได้แบ่งเงินออกเป็นสัดส่วนตั้งแต่ต้นเดือน และขาดความเข้าใจเรื่องความต้องการจริง (Needs) เทียบกับความต้องการที่อยากได้ (Wants)
การวางแผนการเงินที่ดีไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แค่เข้าใจหลักการพื้นฐานและทำตามอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถสร้างนิสัยการออมที่ยั่งยืนได้แล้ว
หลัก 50/30/20 วิธีเก็บเงินแบบแบ่งสัดส่วน
หลักการ 50/30/20 เป็นวิธีเก็บเงินที่นิยมใช้กันทั่วโลก โดยแบ่งรายได้หลังหักภาษีออกเป็น 3 ส่วน:
ความต้องการจำเป็น (Needs) 50% ครอบคลุมค่าที่อยู่อาศัย อาหาร ค่าเดินทาง ประกันสุขภาพ และค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่นๆ ความต้องการส่วนตัว (Wants) 30% ครอบคลุมค่าผ่อนรถ เสื้อผ้า ความบันเทิง กินข้าวนอกบ้าน และของที่อยากซื้อ ส่วน การออมและลงทุน (Savings & Debt Repayment) 20% ควรนำเงินส่วนนี้ไปฝากเข้าบัญชีออมทรัพย์หรือกองทุนรวมทันทีต้นเดือน ไม่ใช่รอจนสิ้นเดือนค่อยดูว่าเหลือเท่าไหร่
หลักการนี้ช่วยให้เห็นภาพชัดเจนว่าเงินแต่ละบาทควรไปทางไหน และไม่ควรใช้จ่ายเกินกว่าสัดส่วนที่กำหนดไว้
สร้างกองทุนฉุกเฉินก่อนเริ่มลงทุน
ก่อนที่จะคิดถึงการลงทุนหรือ Passive Income สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องมีกองทุนฉุกเฉินเสียก่อน โดยทั่วไปแนะนำให้มีเงินสำรองฉุกเฉิน 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน กองทุนนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้ต้องกู้ยืมเงินหรือใช้บัตรเครดิตในกรณีฉุกเฉิน เช่น ตกงาน เจ็บป่วย หรือค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด ซึ่งถ้ายังไม่มีกองทุนฉุกเฉิน ควรเริ่มสร้างก่อนโดยตั้งเป้าหมายออมเงิน 10-20% ของรายได้จนกว่าจะครบตามเป้า
สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีเงินเดือน 20,000-40,000 บาท การสร้างกองทุนฉุกเฉิน 3-6 เดือนอาจใช้เวลาสักพัก แต่ถ้าทำอย่างสม่ำเสมอทุกเดือนก็จะถึงเป้าหมายได้ในเวลาไม่นานเกินไปนัก
ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น 5 วิธีที่ทำได้ทันที
การลดค่าใช้จ่ายไม่ได้หมายความว่าต้องตัดสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมด แต่เป็นการตัดสิ่งที่ไม่ได้เพิ่มคุณค่าให้ชีวิตจริงๆ ออกไป วิธีที่ทำได้ทันที เช่น หยุดสมัครสมาชิกบริการที่ไม่ค่อยได้ใช้ ลดการซื้อกาแฟข้างนอกและทำเองที่บ้าน เปลี่ยนมาใช้รถสาธารณะหรือรถมอเตอร์ไซค์แทนรถยนต์ส่วนตัวในบางวัน เตรียมอาหารกล่องไปทำงานแทนการซื้อข้าวร้านนอกทุกวัน และชำระค่าบริการต่างๆ พร้อมกันเพื่อรับส่วนลด
การทำแบบนี้สามารถประหยัดได้ตั้งแต่ 3,000-10,000 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับวิถีชีวิตปัจจุบัน ซึ่งเงินที่ประหยัดได้สามารถนำไปสร้างกองทุนฉุกเฉินหรือเริ่มลงทุนได้ทันที
เริ่มลงทุนแม้เงินเดือนไม่สูง
หลายคนคิดว่าต้องมีเงินเยอะถึงจะเริ่มลงทุนได้ แต่ความจริงคือเริ่มลงทุนได้ตั้งแต่เดือนละ 500-1,000 บาท กองทุนรวมเป็นตัวเลือกที่เหมาะกับมนุษย์เงินเดือนมากที่สุด เพราะมีความเสี่ยงต่ำกว่าการซื้อหุ้นรายตัว ไม่ต้องมีความรู้ลึกซึ้งเรื่องการลงทุน และมีสภาพคล่องสูง สามารถซื้อขายได้ทุกวันทำการ
กองทุน SSF (Super Savings Fund) และ RMF (Retirement Mutual Fund) เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย การลงทุนระยะยาวแบบ DCA (Dollar Cost Averaging) คือการซื้อกองทุนทุกเดือนเท่ากันโดยไม่สนใจราคาตลาด วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดได้ดี
สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่เพิ่งเริ่ม ควรเริ่มจากกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำก่อน เมื่อมีประสบการณ์และเข้าใจตลาดมากขึ้นค่อยปรับพอร์ตไปสู่กองทุนที่มีโอกาสเติบโตสูงกว่า
สร้าง Passive Income จากทักษะที่มี
นอกจากการเก็บออมและลงทุนแล้ว การสร้าง Passive Income หรือรายได้เสริมก็เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้เงินออมเพิ่มขึ้นเร็วกว่า รูปแบบ Passive Income ที่มนุษย์เงินเดือนทำได้ เช่น การเขียนบทความหรือสร้างคอนเทนต์ออนไลน์ การทำงานฟรีแลนซ์ตามความสามารถ การลงทุนในหุ้นปันผลหรือกองทุนที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล และการสร้างแพลนเน็ตเมอร์คแชนเนลจากทักษะที่มีอยู่
ข้อดีของ Passive Income คือช่วยเพิ่มกระแสเงินสดโดยไม่ต้องแลกกับเวลางานประจำ ทำให้มีเงินออมเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มชั่วโมงการทำงานอย่างมากนัก
ถ้าสนใจเรื่องการลงทุนสำหรับมือใหม่ ลองศึกษาเพิ่มเติมได้จากบทความ คู่มือการลงทุนสำหรับมือใหม่ และถ้าต้องการปรับพอร์ตการลงทุนหลังจากวางแผนการเงินเสร็จแล้ว สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ การปรับพอร์ตการลงทุนกลางปี 2569
คำค้นที่เกี่ยวข้อง
วิธีเก็บเงิน, มนุษย์เงินเดือน, การออมเงิน, วางแผนการเงิน, เงินเดือน, Passive Income, การลงทุน, กองทุนรวม, เกษียณ, กองทุนฉุกเฉิน
เริ่มพอร์ตการลงทุนของคุณ
คว้าทุกโอกาสในตลาดการเงิน เปิดบัญชี ซื้อขายหุ้น และกองทุนรวม พร้อมรับสิทธิประโยชน์สูงสุดผ่านแพลตฟอร์มพันธมิตรของเรา